การขนย้าย ผู้ป่วยในประเทศสหรัฐอเมริกา

การขนย้าย ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าแพทย์ฉุกเฉินมีบทบาทส าคัญเกี่ยวกับขนย้ายผู้ป่วยทางอากาศค่อนข้างมาก ทั้งในการขนย้ายเพื่อส่งต่อผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลและระหว่างประเทศก็ตาม ดังนั้นแพทย์ฉุกเฉินจึงควรเข้าใจหลักการขนย้ายผู้ป่วยบาดเจ็บทางอากาศเป็นอย่างดีเพื่อลดการสูญเสียหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วยในระหว่างขนย้ายทางอากาศ ความรู้เรื่องเวชศาสตร์การบินขนย้ายเริ่มเป็นที่สนใจกันมากตั้งแต่ปีคศ.1700 จนต่อมาได้มีการทดลองสร้างห้องควบคุมระดับความดันอากาศของ Paul Bert (Paul Bert’s altitude chamber experiments)ขึ้นในปีคศ.1878 หลังจากนั้นก็เริ่มมีรายงานการศึกษาบริการขนย้ายออกมามากมายเกี่ยวกับการบินขนย้ายจากโรงเรียนฝึกสอนการบินขนย้ายบริการขนย้ายของกองบินในอเมริกา
ปริมาตรและความดันของอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปตามระดับความสูง มีการศึกษามากมายที่ช่วยอธิบายว่าร่างกายของมนุษย์จะมีการเปลี่ยนแปลงเมื่ออยู่ในที่ระดับความสูงเหนือระดับน้ าทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระดับความสูงอย่าง
รวดเร็วก็จะท าให้มีผลกระทบต่อร่างกายอย่างเห็นชัดมากขึ้นทั้งนี้เพราะร่างกายปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับความสูงนั่นเอง
Boyle’s law
Boyle’s lawกล่าวว่า ความดันของอากาศแปรผกผันกับปริมาตรของอากาศ ดังนั้นถ้าอากาศมีความดันสูงก็จะท าให้ปริมาตรของอากาศลดลง เมื่อขึ้นที่สูงจะพบว่าความดันของอากาศลดลงดังนั้นอากาศจะขยายตัวออกจนมีปริมาตรของอากาศมากขึ้น แต่ถ้าบินลงสู่ที่ต่ าก็จะมีความดันของอากาศมากขึ้นและโมเลกุลของอากาศจะมารวมตัวกันจนท าให้มีปริมาตรอากาศลดลง
อากาศที่ตกค้างอยู่ในช่องหูส่วนกลางหรือไซนัสจะเปลี่ยนแปลงปริมาตรตามระดับความสูง เมื่อเครื่องบินก าลังบินขึ้นสูงก็จะท าให้อากาศในช่องเหล่านี้ขยายตัวจนมีปริมาตรของอากาศมากขึ้นท าให้กดเบียดเส้นประสาทหรือเส้นเลือดที่อยู่โดยรอบท าให้มีอาการปวดหรืออักเสบขึ้นได้แก่ barotitis mediaหรือbarosinusitis เป็นต้น ในบางรายก็ท าให้เปลี่ยนจากผู้ป่วยที่มีเพียงแค่ simple pneumothoraxให้กลายเป็น tension pneumothoraxซึ่งก่ออันตรายร้ายแรงต่อผู้ป่วยแทนก็ได้ นอกจากนี้อาจท าให้ลมที่ตกค้างในอวัยวะกลวงอื่นๆเช่นล าไส้หรือกระเพาะอาหาร จนมีอากาศขยายตัวมากอันท าให้เกิดกระเพาะหรือล าไส้ทะลุได้ ส่วนอุปกรณ์ทางการแพทย์บางอย่างเช่น pneumatic antishock garment suits (ภาพที่1), air splints (ภาพที่2)หรือลมใน endotracheal tube cuff ก็อาจมีปริมาตรของอากาศในอุปกรณ์เปลี่ยนแปลงไปจนก่ออันตรายต่อผู้ป่วยได้เช่นกัน ส าหรับการบินลงสู่ที่ต่ าก็ก่ออันตรายในทางตรงข้ามกันกับบินสู่ที่สูงนั่นเอง
Charles’ law
Charles’ lawกล่าวว่าอุณหภูมิมีผลกระทบต่อปริมาตรของอากาศ ดังนั้นในที่ระดับความสูงมักมีโมเลกุลของอากาศกระจายออกจากกันเป็นการเพิ่มปริมาตรของอากาศและการที่โมเลกุลของอากาศอยู่ห่างกันจึงไม่มีการวิ่งกระทบกันเพื่อเกิดความร้อน ดังนั้นในที่สูงจึงมีปริมาตรอากาศมากและอุณหภมิเย็น
Dalton’s law
Dalton’s law กล่าวว่า ความดันรวมของอากาศที่ระดับความสูงใดก็ตามมีค่าเท่ากับความดันของก๊าซแต่ละชนิดที่ระดับความสูงนั้นๆมารวมกัน ดังนั้นในที่สูงมีความดันรวมของอากาศลดลงก็หมายถึงมีความดันของก๊าซออกซิเจนลดลงด้วย ดังนั้นผู้ป่วยจึงอาจมีอาการขาดออกซิเจนได้ อาการขาดออกซิเจนมักเป็นไปอย่างช้าๆ เริ่มแรกเมื่อขาดออกซิเจน ร่างกายจะปรับตัวด้วยการหายใจให้เร็วและลึกขึ้นพร้อมกับมีหัวใจเต้นเร็วขึ้น แต่ถ้ายังคงอยู่ในภาวะขาดออกซิเจนอีกก็จะเริ่มมีอาการปวดศีรษะ มึนงงจนถึงหมดสติและเสียชีวิตในที่สุด
Henry’s law
Henry’s lawกล่าวว่า ถ้ามีความดันของอากาศที่อยู่เหนือระดับของเหลวค่อนข้างสูงก็จะท าให้มีปริมาตรอากาศละลายในของเหลวได้มากขึ้น มักเป็นการอธิบายปรากฏการณ์ในการด าน้ า

มากกว่าการบิน เพราะยิ่งด าน้ าลงลึกก็จะยิ่งมีความดันของอากาศรอบตัวสูงท าให้มีก๊าซในร่างกายละลายในเลือดได้มากขึ้น เมื่อโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ าอย่างรวดเร็วก็จะท าให้ก๊าซระเหยออกจากเลือดเข้าไปตามส่วนต่างๆของร่างกายแทน ท าให้เกิดภาวะ decompression sickness หรือ dysbarism
นอกจากนี้ แพทย์และผู้ป่วยที่เดินทางด้วยเครื่องบินต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง ภาวะขาดน้ าได้ง่ายและเสียงที่ดังมากหรือการสั่นสะเทือนอย่างมากในขณะบินอีกด้วย อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงเป็นผลให้ร่างกายต้องใช้ออกซิเจนมากขึ้นในการเผาผลาญเพื่อให้เกิดพลังงานไปใช้ในร่างกาย อาจท าให้ร่างกายอ่อนเพลียหรือมึนงงได้อีกด้วย ที่ระดับความสูงจะมีอุณหภูมิเย็นและมีความชื้นของอากาศน้อย ดังนั้นจึงท าให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ าได้ง่ายจึงควรป้องกันด้วยการดื่มน้ ามากๆ ส่วนเสียงที่ดังและความสั่นสะเทือนในขณะบินก็จะท าให้ประเมินอาการต่างๆของผู้ป่วยได้ล าบากหรือรบกวนการท างานของเครื่องมือที่ต้องใช้เพื่อเฝ้าสังเกตอาการของผู้ป่วยเป็นต้น ถ้าต้องเผชิญกับเสียงที่ดังและความสั่นสะเทือนอย่างมากในขณะบินไปเป็นระยะเวลายาวนานก็อาจท าให้เกิดคลื่นไส้อาเจียน หูตึง ดังนั้นแพทย์และผู้ป่วยควรต้องสวมเครื่องปิดหูเพื่อป้องกันเสียงที่ดังมากด้วย
โดยทั่วไปแพทย์หรือผู้ป่วยที่เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์หรือเครื่องบินที่มีปีกติดล าตัว(fixed-wing transport) นั้นดังภาพที่3และ4 ห้องต่างๆในเครื่องบินต้องถูกปรับสภาพความดันให้เหมาะสมตามระดับการบินที่สูงขึ้นเพื่อให้ปริมาณออกซิเจนเพียงพอในทุกระดับความสูงของการบิน ถ้าห้องเคบินสามารถควบคุมความดันให้เท่ากับความดันที่ระดับน้ าทะเลเสมอก็จะท าให้สะดวกในการขนย้ายผู้ป่วย แต่พบว่า<1%ของการขนย้ายทางอากาศที่จะท าได้เช่นนั้นเนื่องจากประสิทธิภาพของเครื่องบินไม่สูงเพียงพอ ระยะเวลาการบินที่ยาวนานมาก หรือปริมาณเชื้อเพลิงไม่เพียงพอ เป็นต้น ดังนั้นผู้ป่วยจึงต้องเผชิญกับความดันของอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปตามระดับความสูงของการบินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากการบริการขนย้าย

Posted in ขนย้าย | Tagged , , , , , , , , , , , , , | Leave a comment

ข้อใดเป็นปัจจัยในการขนส่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และขนย้ายบ้าน

ก. การขนส่ง การดูแลรักษา การขาย
ข. การขนส่ง การเก็บรักษาผลิตภัณฑ์
การตลาด
ค. การขนย้ายบ้าน การตลาด ผู้ซื้อสินค้า
ง. การขนย้ายบ้าน การดูแลรักษาคุณภาพ การตลาด

Posted in ขนย้าย | Tagged , , , , , , | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การขนย้าย ระหว่างเกิดเพลิงไหม้

กฎเกณฑ์พื้นฐานในการระงับเหตุอัคคีภัยบนตึกสูงนั้นจริงๆ แล้วก็
จะเป็นอันเดียวกับที่ใช้ในการระงับเหตุอัคคีภัยอาคารบ้านเรือนทั่วไป
แตกต่างกันตรงที่การขนย้ายนักดับเพลิงและวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นเข้าไปยังจุด
เกิดเหตุจะมีความยุ่งยากซับซ้อนกว่า และนี่ก็เป็นที่มาของกลยุทธ์ที่เรียก
ว่าการจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่ภายในอาคาร (Interior Staging)
การจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่ภายในอาคารคือ การจัดกำลังนักดับเพลิง
และอุปกรณ์ที่จำเป็นต่างๆ เตรียมไว้เพื่อเข้าไปสนับสนุนการปฏิบัติการ
ของหน่วยแรกที่เข้าผจญเพลิง ณ จุดเกิดเหตุ คล้ายคลึงกับการจัดตั้งหน่วย
เคลื่อนที่ภายนอกระหว่างการระงับเหตุอัคคีภัยอาคารบ้านเรือนซึ่งจะจัด
ตั้งอยู่ด้านนอกเตรียมพร้อมจะเข้าไปขนย้ายกำลังบำรุงหรือผลัดเปลี่ยนกำลังที่
ปฏิบัติข้างในก่อนหน้านั้นแล้วได้ตลอดเวลา ในกรณีที่อัคคีภัยเกิดขึ้นกับ
ตึกที่มีความสูงไม่กี่ชั้น เราอาจใช้กลยุทธ์จัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่ภายนอกได้
แต่ถ้าเป็นอัคคีภัยตึกสูงระดับ 10 ชั้นไป จะต้องใช้เทคนิค Interior Staging
สถานเดียวด้วยเหตุผลที่ว่าหน่วยเคลื่อนที่เพื่อปฏิบัติการหรือสนับสนุนจะ
ต้องอยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
การระงับเหตุอัคคีภัยบนตึกสูงหน่วยแรกจะต้องเข้าระงับเหตุบน
ชั้นที่เกิดเพลิงโดยเร็วที่สุด โดยทั่วไปแล้วจะมีนักดับเพลิง 4 นายพร้อม
อุปกรณ์เท่าที่จำเป็นต่อสายสูบขนาด 2 ½ นิ้วจากท่อยืนทำการฉีดน้ำดับ
เพลิง ณ จุดเกิดเหตุ ถ้าถามว่าจำนวนนักดับเพลิงและวัสดุอุปกรณ์ดังกล่าว
พอเพียงหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าไม่พอเพียง แต่เนื่องจากเป็นปฏิบัติการตอบ
โต้เหตุฉุกเฉินทำให้มีเวลาจำกัด จึงต้องจัดกำลังเท่าที่จำเป็นที่สุดเพื่อแก้
ปัญหาการขนย้ายเฉพาะหน้าไปก่อน หลังจากนั้น ไม่ว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อหรือไม่
ก็ตาม จะต้องมีการจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่ภายในขึ้นไปสนับสนุนการทำงาน
ของหน่วยแรกดังกล่าวนี้
หัวหน้าหน่วยดับเพลิงที่รับผิดชอบการปฏิบัติงานต้องตั้งสมมติฐาน
ว่าเหตุอัคคีภัยที่เกิดขึ้นจะไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ หน่วยแรกที่เข้าไปจะทำได้แค่
การดับไฟเบื้องต้นเพื่อจำกัดเขตลุกลามและจะปฏิบัติงานได้ประมาณ 15
นาทีโดยเฉลี่ย (ข้อมูลทางสถิติของ NFPA) ดังนั้นจะต้องมีนักดับเพลิงคน
ใหม่พร้อมอุปกรณ์ที่เหมาะสมมากกว่าเข้าไปสนับสนุนหรือสับเปลี่ยนกำลัง
เพื่อความต่อเนื่องของปฏิบัติการ หลังจากหน่วยแรกขึ้นไปยังชั้นที่เกิดเหตุ
จะต้องจัดตั้ง Interior Staging ทันที จุดที่ตั้งมักจะกำหนดให้เป็นชั้นที่อยู่ต่ำ
ลงมาจากชั้นที่เกิดเพลิงไหม้ 2 ชั้น ตัวอย่างเช่น เกิดเหตุที่ชั้นที่ 20 จุดที่ตั้ง
ของ Interior Staging จะอยู่ที่ชั้น 18 หลังจากจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่ภายใน
อาคารเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ การเคลื่อนหน่วยดังกล่าวขึ้นไป
ยังชั้นที่จุดเกิดเหตุเพื่อทำงานตามแผนที่วางไว้ ทั้งนี้ อาคารสูงทุกแห่งจะ
มีลิฟต์ดับเพลิงเตรียมไว้จึงใช้ลิฟต์เคลื่อนย้ายกองกำลังและวัสดุอุปกรณ์
ต่างๆ เช่น ถังอากาศ สายสูบ หัวฉีดน้ำดับเพลิง อุปกรณ์ปฐมพยาบาล ฯลฯ
ขึ้นมาจากชั้นล่างถึงชั้นที่ตั้งหน่วยฯ และเคลื่อนย้ายต่อไปยังชั้นที่เกิดเหตุ
ซึ่งจะทำให้เกิดความรวดเร็วและเป็นการสงวนกำลังนักดับเพลิงไปในตัว
อย่างไรก็ตาม กรณีลิฟต์ดับเพลิงไม่อยู่ในสภาพที่จะใช้งานได้เนื่อง
จากไฟดับหรือเกิดความขัดข้องซึ่งมักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทางเลือกในการ
เคลื่อนย้ายกำลังพลและอุปกรณ์จึงต้องหันมาใช้บันไดอาคาร ปัญหาการขนย้ายใหญ่
อยู่ที่การขนย้ายอุปกรณ์ตั้งแต่ข้างล่างอาคารจนถึงชั้นที่ตั้ง Interior Staging
และชั้นที่เกิดเหตุซึ่งเป็นปลายทาง วิธีการที่ใช้กันอยู่ก็คือ “เคลื่อนย้ายที่
ละสองชั้น” โดยแบ่งนักดับเพลิงที่จะทำขนย้ายอุปกรณ์เป็นสองกลุ่ม กลุ่ม
แรกเดินขึ้นไปรอที่ชั้นเหนือขึ้นไปสองชั้น กลุ่มที่สองขนอุปกรณ์ขึ้นไป เมื่อ
ถึงชั้นสองก็เปลี่ยนให้กลุ่มแรกที่รออยู่ทำการขนอุปกรณ์ต่อไปยังอีกสอง
ชั้นข้างบน ทำแบบนี้สลับกันไปจนกระทั่งถึงจุดที่ตั้งหน่วยและชั้นที่เกิดเหตุ
ตามลำดับ
ระหว่างเคลื่อนย้ายกำลัง/ขนอุปกรณ์ u3606 ถ้าไม่มีความเสี่ยงใดๆ นักดับ
เพลิงอาจยังไม่ต้องสวมชุดดับเพลิงหรือเครื่องช่วยหายใจซึ่งจะช่วยผ่อนแรง
ได้มากพอสมควร (การเดินขึ้นบันไดตึกสูงในชุดดับเพลิงเต็มยศ สวมรอง
เท้าบู้ท สวมหน้ากาก ฯลฯ จะทำให้นักดับเพลิงเมื่อยล้าและเหนื่อยอ่อน
สุดบรรยาย) แต่ถ้าช่องบันไดที่ใช้เป็นเส้นทางเคลื่อนย้ายมีควันหรือปัจจัย
อันตรายอื่นๆ ต้องสวมเครื่องป้องกันที่เหมาะสมโดยไม่มีทางเลี่ยง
หากปฏิบัติการมีความยืดเยื้อเกินครึ่งชั่วโมง แผนการขนย้ายกำลังบำรุง
จะต้องเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยอาจตั้งหน่วยเคลื่อนที่ภาย
ในอาคารในทุกชั้นของอาคารที่เกิดเหตุ (มีนักดับเพลิงอย่างน้อยชั้นละ 1
คน) กรณีมีการขนย้ายวัสดุอุปกรณ์เพิ่มเติมก็จะใช้วิธีขนย้ายต่อกันเป็นทอดๆ
ทั้งนี้ วิธีการเคลื่อนย้ายทางบันไดอาคารดังกล่าวต้องมีการวางแผน
ล่วงหน้าและกำหนดขั้นตอนการทำงานที่แน่นอน รวมทั้งมีการฝึกซ้อม
เป็นระยะเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพสูงสุด

Posted in ขนย้าย | Tagged , , , , , , , , , , , , , | Leave a comment

สรุปผลการดำเนินงานจัดหาที่ดิน และค่าขนย้ายบ้าน

จำนวนที่ดินที่จะต้องดำเนินการจัดซื้อทั้งหมด จำนวน 11,824 แปลง เนื้อที่ 100,900-0-43.11 ไร่ ได้ทำการจ่ายเงินค่าทดแทนทรัพย์สิน (ค่าที่ดิน + ค่าขนย้ายบ้าน + ค่ารื้อย้ายทรัพย์สิน) แล้ว จำนวน 11,649 แปลง เนื้อที่ 99,730-3-77.11 ไร่ เป็นจำนวนเงิน 8,367.43 ล้านบาท ดังนี้
1. ที่ดินมีเอกสารสิทธิ จำนวน 8,384 แปลง เนื้อที่ 77,616-0-66.11 ไร่ ดำเนินการจ่ายเงินเสร็จทั้งหมดแล้ว เป็นจำนวนเงิน 7,143.84 ล้านบาท แยกเป็น
1.1 จ่ายโดยวิธีเจรจาตกลงซื้อขาย จำนวน 6,672 แปลง เนื้อที่ 67,084-3-28.40 ไร่ เป็นจำนวนเงิน 5,977.10 ล้านบาท ในระหว่างวันที่ 3 พฤษภาคม 2537 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2540
1.2 จ่ายโดยวิธีการเวนคืน จำนวน 1,712 แปลง เนื้อที่ 10,531-1-37.71 ไร่ เป็นจำนวนเงิน 1,166.73 ล้านบาท ในระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2540 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2543
2. ที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ จำนวน 3,440 แปลง เนื้อที่ 23,283-3-77 ไร่ แยกเป็น
2.1 จ่ายเงินค่าขนย้ายบ้าน(ที่ดิน) จำนวน 3,265 แปลง เนื้อที่ 22,114-3-11 ไร่ เป็นจำนวนเงิน 1,223.60 ล้านบาท
2.2 ยังไม่ได้จ่ายเงินค่าขนย้ายบ้าน(ที่ดิน)
2.2.1 ไม่ต้องจ่ายเงินค่าขนย้ายบ้าน จำนวน 168 แปลง เนื้อที่ 966-0-51 ไร่ เป็นกรณีที่คณะกรรมการฯพิจารณาแล้วเห็นว่าที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิไม่เข้าหลักเกณฑ์ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2532
2.2.2 รอคำสั่งศาล 7 แปลง เนื้อที่ 203-0-15 ไร่ กรณีพิพาทโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ

Posted in ขนย้าย | Tagged , , , , , , | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ที่ดินประเภทไม่มีเอกสารสิทธิ กับ ค่าขนย้ายบ้าน

ในการจัดหาที่ดินประเภทไม่มีเอกสารสิทธิ จะมีหลักเกณฑ์การจ่ายเงินค่าทดแทนทรัพย์สิน (ค่าขนย้ายบ้านและค่ารื้อย้าย) ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2532 กำหนดไว้ว่าจะต้องกำหนดราคาค่าทดแทนทรัพย์สินให้แก่เจ้าของผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิตามมติคณะรัฐมนตรี คือ เจ้าของทรัพย์สินต่างๆ ดังต่อไปนี้
(1) เจ้าของบ้านเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ยืนต้น ซึ่งปลูกสร้างในที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ที่ดินอุทยานแห่งชาติ ที่ดินสาธารณประโยชน์ / หรือที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิอื่นๆ ซึ่งราษฎรได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ก่อนที่กรมชลประทานจะเข้าทำการก่อสร้าง
(2) เจ้าของพืชล้มลุกที่ยังไม่เก็บเกี่ยวผล ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินที่มีหรือไม่มีเอกสารสิทธิ เช่นเดียวกับข้อ (1) จะจ่ายเงินค่าทดแทนให้เฉพาะที่เสียหายเนื่องจากการก่อสร้างชลประทานโดยไม่สามารถจะเก็บเกี่ยวผลได้ทัน
(3) ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิที่ตั้งอยู่ในเขตหรือนอกเขตสงวนหวงห้ามของทางราชการ แต่อยู่ในเขตทำการก่อสร้างการชลประทาน โดยได้ครอบครองและทำประโยชน์มาก่อนที่กรมชลประทานจะเข้าดำเนินการก่อสร้าง

(4) สมาชิกในเขตสหกรณ์นิคม และนิคมสร้างตนเอง ที่มีหลักฐาน น.ค.3 หรือผู้ที่มีสิทธิที่จะได้รับหลักฐาน น.ค. ตามเกณฑ์ในพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แต่ห้ามโอนตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ ซึ่งทางอำเภอไม่สามารถจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้ในขณะนั้น ก็ให้มีสิทธิได้รับเงินด้วย
คณะกรรมการฯ จึงได้กำหนดราคาค่าขนย้ายบ้าน(ที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ) ในราคาไร่ละ 50,000 บาท เท่ากันทุกรายทุกแปลง ทั้งนี้ เฉพาะที่ดินแปลงที่ได้ผ่านการพิจารณาแล้วว่าได้ครอบครองและทำประโยชน์อย่างแท้จริงมาก่อนวันที่ 30 มิถุนายน 2537 (วันปักหลักเขตแล้วเสร็จ) เท่านั้น

Posted in ขนย้าย | Tagged , , , , , , | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ และ ขนย้ายบ้าน

ได้ดำเนินการจ่ายค่ารื้อย้ายทรัพย์สินและค่าขนย้ายบ้าน(ที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ) โดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2532 ตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2532 มาตั้งแต่เริ่มเปิดโครงการฯ จนถึงปัจจุบัน

Posted in ขนย้าย | Tagged , , , , , , | ไม่ให้ใส่ความเห็น

นำส่งเอกสารประกอบการยึดสังหาริมทรัพย์ ขนย้ายบ้าน ดังต่อไปนี้

1 สำเนาทะเบียนบ้าน หรือสำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคลของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ที่เป็นปัจจุบันซึ่งเจ้าพนักงานรับรองไม่เกิน 1 เดือน (หากมีการเปลี่ยนชื่อ-สกุลต้องนำหลักฐานการเปลี่ยนชื่อ-สกุลประกอบด้วย)
2 จัดเตรียมพาหนะในการรับ-ส่งเจ้าพนักงานบังคับคดีออกไปทำการยึดทรัพย์ หากมีการยึดทรัพย์ผู้นำยึดต้องจัดเตรียมพาหนะ และคนแบกหามเพื่อขนย้ายบ้านทรัพย์ที่ยึดไปเก็บรักษา ณ สถานรักษาและจำหน่ายทรัพย์สิน กรมบังคับคดี หรือสถานที่อื่นๆ แล้วแต่กรณี
3 การยึดรถยนต์ ให้ส่งคู่มือทะเบียนรถยนต์หรือสำเนาคู่มือทะเบียนรถยนต์ ที่เป็นปัจจุบันซึ่งนายทะเบียนยานพาหนะรับรองไม่เกิน 1 เดือน

Posted in ขนย้าย | Tagged , , , , , , | ไม่ให้ใส่ความเห็น

กรณีรื้อถอน หรือ ขนย้ายบ้าน

จัดเตรียมพาหนะในการรับ-ส่ง เจ้าพนักงานบังคับคดีออกไปปิดประกาศรื้อถอน หรือควบคุมการรื้อถอน โดยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องจัดเตรียมยานพาหนะ, คนงานในการรื้อถอน, คนงานแบกหามเพื่อขนย้ายบ้านทรัพย์ที่รื้อถอน หรือทรัพย์ที่รวบรวม ไปเก็บรักษา ณ สถานรักษาและจำหน่ายทรัพย์สิน กรมบังคับคดี หรือสถานที่อื่นๆ แล้วแต่กรณี
หมายเหตุ – กรณีทรัพย์ที่ยึดอยู่นอกเขตอำนาจศาลตามหมายบังคับคดี ผู้นำยึดต้องดำเนินการขอหนังสือบังคับคดีแทนข้ามเขตก่อนดำเนินการยึด

Posted in ขนย้าย | Tagged , , , , , , | ไม่ให้ใส่ความเห็น

กรณีขับไล่/ ขับไล่และยึดทรัพย์สิน ขนย้ายบ้าน นำส่งเอกสารประกอบดังต่อไปนี้

1 สำเนาทะเบียนบ้าน หรือสำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคล ที่เป็นปัจจุบัน ฉบับเจ้าพนักงานรับรองไม่เกิน 1 เดือน ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา หากมีการเปลี่ยนชื่อ-สกุลต้องนำหลักฐานการเปลี่ยนชื่อ-สกุลประกอบด้วย
2 จัดเตรียมยานพาหนะในการรับ-ส่งเจ้าพนักงานบังคับคดีออกไปทำการปิดประกาศขับไล่ และยึดทรัพย์ โดยผู้นำยึดต้องจัดเตรียมยานพาหนะ และคนแบกหามเพื่อขนย้ายบ้านทรัพย์ที่ยึด หรือทรัพย์ที่รวบรวมไปเก็บรักษา ณ สถานรักษาและจำหน่ายทรัพย์สิน กรมบังคับคดี หรือสถานที่อื่นๆ แล้วแต่กรณี

Posted in ขนย้าย | Tagged , , , , , , | ไม่ให้ใส่ความเห็น

รายละเอียดการดำเนินงาน ขนย้ายบ้าน

1. ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมโครงการได้ โดยกรอกรายละเอียดลงในแบบฟอร์มการสมัครเข้าร่วมโครงการให้ครบถ้วน ส่งกลับมายังกรมควบคุมมลพิษ ที่โทรสารหมายเลข 0 2298 2427
2. ให้ผู้เข้าร่วมโครงการแยกทิ้งซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ออกจากขยะมูลฝอยทั่วไป แล้วเก็บรวบรวมซากหลอดฟลูออเรสเซนต์
ไว้ในภาชนะที่เหมาะสม และวางรวมไว้ในบริเวณที่ปลอดภัย ระมัดระวังอย่าทำให้หลอดแตก เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยี
ในประเทศไทยสามารถรีไซเคิลได้เฉพาะหลอดฟลูออเรสเซนต์ชนิดตรง ขนาด 18 และ 36 วัตต์ ที่ไม่แตกเท่านั้น
3. สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการที่มีอาคารตั้งอยู่ในพื้นที่ให้บริการเก็บรวบรวม (กรุงเทพมหานครและปริมณฑล) จะมีรถขนส่งเข้าเก็บรวบรวมให้ปีละ 2 ครั้ง ในช่วงประมาณเดือน 6 และเดือน 12 ของปี โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ จะต้องเป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ชนิดตรง ที่ไม่แตกเท่านั้น
4. ก่อนถึงช่วงเวลาการเก็บรวบรวม ให้ผู้เข้าร่วมโครงการตรวจสอบปริมาณซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ต้องการให้จัดเก็บอีกครั้ง และจัดเตรียมซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ให้อยู่ในสภาพพร้อมสำหรับการขนย้ายบ้าน
5. เมื่อถึงช่วงเวลาเก็บรวบรวม กรมควบคุมมลพิษจะแจ้งกำหนดการนัดหมายวันเข้าจัดเก็บ โดยผู้เข้าร่วมโครงการสามารถตรวจสอบได้ทางเว็บไซต์ของกรมควบคุมมลพิษ ที่ www.pcd.go.th/info_serv/haz_lamp
6. เมื่อถึงวันนัดหมาย ให้ผู้เข้าร่วมโครงการจัดเตรียมเจ้าหน้าที่เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าเก็บขน อาทิ การเข้าภายในบริเวณอาคาร การเข้าถึงยังห้องเก็บรวบรวมซากฯ และช่วยการขนย้ายบ้านซากฯ
7. เมื่อการขนย้ายบ้านแล้วเสร็จ ให้เจ้าหน้าที่อาคารฯ ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในแบบฟอร์มใบกำกับการขนส่ง
(แบบ คพ.T-02) ที่ผู้ขนส่งจัดเตรียมไว้ หากข้อมูลถูกต้อง ให้ลงนามกำกับท้ายเอกสาร และเก็บสำเนาแบบ คพ.T-02
ไว้ 1 ชุด เพื่อเป็นหลักฐานการรับส่งซากฯ
8. สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการที่มีอาคารตั้งอยู่นอกพื้นที่ให้บริการเก็บรวบรวม สามารถขนส่งซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ไปยังโรงงานรีไซเคิลที่เป็นผู้สนับสนุนโครงการได้โดยตรง ซึ่งปัจจุบันมี 2 แห่ง คือ โรงงานรีไซเคิลของบริษัท ไทยโตชิบาไลท์ติ้ง จำกัด ที่นิคมอุตสาหกรรมบางกระดี จังหวัดปทุมธานี หรือโรงงานรีไซเคิลของบริษัท ฟิลิปส์ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ โดยขอให้ประสานแจ้งนัดหมายล่วงหน้า
และทั้งสองโรงงานจะรับจัดการซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ จะต้องเป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์
ชนิดตรง ที่ไม่แตกเท่านั้น
9. หลังจากการนำส่งและขนย้ายบ้านซากฯ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ผู้ส่งซากฯ ตรวจสอบรายละเอียดในแบบฟอร์มใบกำกับการขนส่ง (แบบ คพ.T-02) ที่โรงงานจัดเตรียมไว้ หากข้อมูลถูกต้อง ให้ลงนามกำกับท้ายเอกสาร และเก็บสำเนาแบบ
คพ.T-02ไว้ 1 ชุด เพื่อเป็นหลักฐานการรับส่งซากฯ
10. ขอความร่วมมือจากผู้เข้าร่วมโครงการในการร่วมประชาสัมพันธ์ และให้ความรู้ เกี่ยวกับกระบวนการจัดการซากหลอดฟลูออเรสเซนต์อย่างถูกต้องและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้แก่พนักงานในอาคารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
11. ขอความร่วมมือจากผู้เข้าร่วมโครงการ ในการจัดเตรียมพื้นที่วางภาชนะสำหรับเก็บรวบรวมซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ เพื่อให้พนักงานภายในอาคารและประชาชนทั่วไป สามารถนำซากหลอดฟลูออเรสเซนต์จากบ้านพักอาศัยมาฝากทิ้งได้ เพื่อนำไปจัดการอย่างถูกต้องตามโครงการนี้ต่อไป
12. กรณีโรงงานอุตสาหกรรมจะต้องขนส่งซากหลอดปังโรงงานรีไซเคิลเอง โดยใช้รถขนส่งที่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม

Posted in ขนย้าย | Tagged , , , , , , | ไม่ให้ใส่ความเห็น