การขนย้าย ผู้ป่วยในประเทศสหรัฐอเมริกา

การขนย้าย ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าแพทย์ฉุกเฉินมีบทบาทส าคัญเกี่ยวกับขนย้ายผู้ป่วยทางอากาศค่อนข้างมาก ทั้งในการขนย้ายเพื่อส่งต่อผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลและระหว่างประเทศก็ตาม ดังนั้นแพทย์ฉุกเฉินจึงควรเข้าใจหลักการขนย้ายผู้ป่วยบาดเจ็บทางอากาศเป็นอย่างดีเพื่อลดการสูญเสียหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วยในระหว่างขนย้ายทางอากาศ ความรู้เรื่องเวชศาสตร์การบินขนย้ายเริ่มเป็นที่สนใจกันมากตั้งแต่ปีคศ.1700 จนต่อมาได้มีการทดลองสร้างห้องควบคุมระดับความดันอากาศของ Paul Bert (Paul Bert’s altitude chamber experiments)ขึ้นในปีคศ.1878 หลังจากนั้นก็เริ่มมีรายงานการศึกษาบริการขนย้ายออกมามากมายเกี่ยวกับการบินขนย้ายจากโรงเรียนฝึกสอนการบินขนย้ายบริการขนย้ายของกองบินในอเมริกา
ปริมาตรและความดันของอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปตามระดับความสูง มีการศึกษามากมายที่ช่วยอธิบายว่าร่างกายของมนุษย์จะมีการเปลี่ยนแปลงเมื่ออยู่ในที่ระดับความสูงเหนือระดับน้ าทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระดับความสูงอย่าง
รวดเร็วก็จะท าให้มีผลกระทบต่อร่างกายอย่างเห็นชัดมากขึ้นทั้งนี้เพราะร่างกายปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับความสูงนั่นเอง
Boyle’s law
Boyle’s lawกล่าวว่า ความดันของอากาศแปรผกผันกับปริมาตรของอากาศ ดังนั้นถ้าอากาศมีความดันสูงก็จะท าให้ปริมาตรของอากาศลดลง เมื่อขึ้นที่สูงจะพบว่าความดันของอากาศลดลงดังนั้นอากาศจะขยายตัวออกจนมีปริมาตรของอากาศมากขึ้น แต่ถ้าบินลงสู่ที่ต่ าก็จะมีความดันของอากาศมากขึ้นและโมเลกุลของอากาศจะมารวมตัวกันจนท าให้มีปริมาตรอากาศลดลง
อากาศที่ตกค้างอยู่ในช่องหูส่วนกลางหรือไซนัสจะเปลี่ยนแปลงปริมาตรตามระดับความสูง เมื่อเครื่องบินก าลังบินขึ้นสูงก็จะท าให้อากาศในช่องเหล่านี้ขยายตัวจนมีปริมาตรของอากาศมากขึ้นท าให้กดเบียดเส้นประสาทหรือเส้นเลือดที่อยู่โดยรอบท าให้มีอาการปวดหรืออักเสบขึ้นได้แก่ barotitis mediaหรือbarosinusitis เป็นต้น ในบางรายก็ท าให้เปลี่ยนจากผู้ป่วยที่มีเพียงแค่ simple pneumothoraxให้กลายเป็น tension pneumothoraxซึ่งก่ออันตรายร้ายแรงต่อผู้ป่วยแทนก็ได้ นอกจากนี้อาจท าให้ลมที่ตกค้างในอวัยวะกลวงอื่นๆเช่นล าไส้หรือกระเพาะอาหาร จนมีอากาศขยายตัวมากอันท าให้เกิดกระเพาะหรือล าไส้ทะลุได้ ส่วนอุปกรณ์ทางการแพทย์บางอย่างเช่น pneumatic antishock garment suits (ภาพที่1), air splints (ภาพที่2)หรือลมใน endotracheal tube cuff ก็อาจมีปริมาตรของอากาศในอุปกรณ์เปลี่ยนแปลงไปจนก่ออันตรายต่อผู้ป่วยได้เช่นกัน ส าหรับการบินลงสู่ที่ต่ าก็ก่ออันตรายในทางตรงข้ามกันกับบินสู่ที่สูงนั่นเอง
Charles’ law
Charles’ lawกล่าวว่าอุณหภูมิมีผลกระทบต่อปริมาตรของอากาศ ดังนั้นในที่ระดับความสูงมักมีโมเลกุลของอากาศกระจายออกจากกันเป็นการเพิ่มปริมาตรของอากาศและการที่โมเลกุลของอากาศอยู่ห่างกันจึงไม่มีการวิ่งกระทบกันเพื่อเกิดความร้อน ดังนั้นในที่สูงจึงมีปริมาตรอากาศมากและอุณหภมิเย็น
Dalton’s law
Dalton’s law กล่าวว่า ความดันรวมของอากาศที่ระดับความสูงใดก็ตามมีค่าเท่ากับความดันของก๊าซแต่ละชนิดที่ระดับความสูงนั้นๆมารวมกัน ดังนั้นในที่สูงมีความดันรวมของอากาศลดลงก็หมายถึงมีความดันของก๊าซออกซิเจนลดลงด้วย ดังนั้นผู้ป่วยจึงอาจมีอาการขาดออกซิเจนได้ อาการขาดออกซิเจนมักเป็นไปอย่างช้าๆ เริ่มแรกเมื่อขาดออกซิเจน ร่างกายจะปรับตัวด้วยการหายใจให้เร็วและลึกขึ้นพร้อมกับมีหัวใจเต้นเร็วขึ้น แต่ถ้ายังคงอยู่ในภาวะขาดออกซิเจนอีกก็จะเริ่มมีอาการปวดศีรษะ มึนงงจนถึงหมดสติและเสียชีวิตในที่สุด
Henry’s law
Henry’s lawกล่าวว่า ถ้ามีความดันของอากาศที่อยู่เหนือระดับของเหลวค่อนข้างสูงก็จะท าให้มีปริมาตรอากาศละลายในของเหลวได้มากขึ้น มักเป็นการอธิบายปรากฏการณ์ในการด าน้ า

มากกว่าการบิน เพราะยิ่งด าน้ าลงลึกก็จะยิ่งมีความดันของอากาศรอบตัวสูงท าให้มีก๊าซในร่างกายละลายในเลือดได้มากขึ้น เมื่อโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ าอย่างรวดเร็วก็จะท าให้ก๊าซระเหยออกจากเลือดเข้าไปตามส่วนต่างๆของร่างกายแทน ท าให้เกิดภาวะ decompression sickness หรือ dysbarism
นอกจากนี้ แพทย์และผู้ป่วยที่เดินทางด้วยเครื่องบินต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง ภาวะขาดน้ าได้ง่ายและเสียงที่ดังมากหรือการสั่นสะเทือนอย่างมากในขณะบินอีกด้วย อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงเป็นผลให้ร่างกายต้องใช้ออกซิเจนมากขึ้นในการเผาผลาญเพื่อให้เกิดพลังงานไปใช้ในร่างกาย อาจท าให้ร่างกายอ่อนเพลียหรือมึนงงได้อีกด้วย ที่ระดับความสูงจะมีอุณหภูมิเย็นและมีความชื้นของอากาศน้อย ดังนั้นจึงท าให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ าได้ง่ายจึงควรป้องกันด้วยการดื่มน้ ามากๆ ส่วนเสียงที่ดังและความสั่นสะเทือนในขณะบินก็จะท าให้ประเมินอาการต่างๆของผู้ป่วยได้ล าบากหรือรบกวนการท างานของเครื่องมือที่ต้องใช้เพื่อเฝ้าสังเกตอาการของผู้ป่วยเป็นต้น ถ้าต้องเผชิญกับเสียงที่ดังและความสั่นสะเทือนอย่างมากในขณะบินไปเป็นระยะเวลายาวนานก็อาจท าให้เกิดคลื่นไส้อาเจียน หูตึง ดังนั้นแพทย์และผู้ป่วยควรต้องสวมเครื่องปิดหูเพื่อป้องกันเสียงที่ดังมากด้วย
โดยทั่วไปแพทย์หรือผู้ป่วยที่เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์หรือเครื่องบินที่มีปีกติดล าตัว(fixed-wing transport) นั้นดังภาพที่3และ4 ห้องต่างๆในเครื่องบินต้องถูกปรับสภาพความดันให้เหมาะสมตามระดับการบินที่สูงขึ้นเพื่อให้ปริมาณออกซิเจนเพียงพอในทุกระดับความสูงของการบิน ถ้าห้องเคบินสามารถควบคุมความดันให้เท่ากับความดันที่ระดับน้ าทะเลเสมอก็จะท าให้สะดวกในการขนย้ายผู้ป่วย แต่พบว่า<1%ของการขนย้ายทางอากาศที่จะท าได้เช่นนั้นเนื่องจากประสิทธิภาพของเครื่องบินไม่สูงเพียงพอ ระยะเวลาการบินที่ยาวนานมาก หรือปริมาณเชื้อเพลิงไม่เพียงพอ เป็นต้น ดังนั้นผู้ป่วยจึงต้องเผชิญกับความดันของอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปตามระดับความสูงของการบินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากการบริการขนย้าย

Related posts:

Comments

Powered by Facebook Comments

This entry was posted in ขนย้าย and tagged , , , , , , , , , , , , , . Bookmark the permalink.

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>